CarTech: ถึงยุคเครื่องยนต์เล็กควบเทอร์โบ


Ford-1l-EcoBoost

เรื่องของเรื่องก็คือตอนนี้ค่ายรถยนต์ที่มีฐานการผลิตในไทยมีเพียงเจ้าเดียวคือ ฟอร์ด ที่ขอกระโดดเข้าร่วมมหกรรม Downsizing (ลดขนาดเครื่องยนต์ลง) ในกลุ่มรถซิตี้คาร์เป็นเจ้าแรกกับ Ecoboost 1.0 ลิตร แน่นอนว่าแค่ได้ยินจำนวนซีซีต่อท้าย คนไทยหลายคนมักเข้าใจผิดและคิดว่า “อีเครื่องแค่ 1 ลิตรจะไปแรงอะไร” แล้วไหงฟอร์ดตั้งราคามาซะแพงยับขนาดนั้น (เกือบ 8 แสนบาท) ผมได้ยินคำพูดเหล่านั้นแล้วอดขำในใจไม่ได้

อาจเพราะคนไทยยังยึดติดกับเลขซีซีมากเกินไป เนื่องจากสมัยก่อนรถซีซียิ่งมากก็หมายถึงเครื่องแรงกว่ารถซีซีน้อยที่มักจะถูกคนดูถูกว่าเป็นรถมือใหม่หัดขับไปถึงรถกระจอกไม่มีกำลังแม้วิ่งขึ้นเขา นี่อาจเป็นเหตุผลของความคิดเหล่านั้นที่ฝังหัวพวกเรามานานจนลืมไปว่านี่มันปี 2014 แล้วนะครับ ยังคิดแบบยุค ’90 อยู่อีกเหรอ

เพราะเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่งครับ และเครื่องยนต์แบบ Downsizing ก็กำเนิดขึ้น โดยเริ่มจากพวกรถตระกูล Eco Car 3 สูบ 1.0-1.2 ลิตร NA (Naturally aspirated ไม่มีเทอร์โบ) ในช่วงแรกที่เป็นรถเน้นขับในเมืองเป็นหลัก และตลาดเอเซียให้การตอบรับดีมากเพราะราคาไม่แพง ตลาดระดับล่างสามารถจับต้องได้ ในขณะที่เทคโนโลยีเครื่องยนต์ยุคใหม่ก็ทำให้ Eco Car สามารถใช้งานทั่วไปได้ไม่ต่างกับรถเครื่อง 1.5-1.6 ลิตรอย่างเช่น Toyota Yaris 2014 อัตราเร่งทำได้ดีเกือบเทียบเท่า Vios รุ่นใหม่จะต่างแค่ตรงสมรรถนะรถที่ด้อยกว่า

ในขณะที่ฝั่งยุโรป อเมริกา ก็เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะ Downsizing เครื่องยนต์ในกลุ่มรถซิตี้คาร์ก่อนกลุ่มอื่นเพราะ รถยนต์ในกลุ่มนี้มีผู้ใช้มากสุด เพื่อสอดคล้องกับนโยบายในการจัดการมลพิษทางอากาศตามมาตรฐาน Euro ที่กำหนดขึ้นโดยประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป แต่พวกเขายังติดใจในเรื่องสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ไม่ตอบสนองความต้องการของพวกเขา รวมถึงกลุ่มรถ Eco Car ก็ดูจะเล็กเกินไปสำหรับพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ “เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ปล่อยมลพิษต่ำที่มีกำลังบนตัวถังรถขนาดใหญ่แบบเดิม”

ด้วยโจทย์ที่ดูเหมือนเป็นไปได้ยาก แต่ก็เป็นไปได้ที่จะเห็นเครื่องยนต์แนวคิดแบบ Ecology ไปอยู่ในกลุ่มรถ Segment อื่น เช่น B และ D Segment ด้วยเงื่อนไขด้านสมรรถนะต้องเลิศเหมือนเดิม แต่มองเผินๆ แล้วมันขัดแย้งกับรูปแบบเครื่องยนต์สิ้นดี

แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำได้และส่งผู้นำทัพอย่าง Ford Ecoboost 1.0 ลิตรลงตลาดซิตี้คาร์ที่มีคนใช้ทั่วโลกอยู่มากไปก่อนกับการเป็นเครื่อง Eco 1,000 ซีซี แต่แฝงความแรงแบบรถเครื่องใหญ่ 1.6-1.8 ลิตร และสามารถทลายโจทย์ทั้งหมดลงได้ เพราะนี่เป็นเครื่องขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งลงในรถซิตี้คาร์ในกลุ่ม B และ D Segment ได้แบบไม่ต้องอายเรื่องสมรรถนะเพราะนี่เป็นเทคโนโลยีใหม่ในแบบที่พวกเขาต้องการ  

ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วข้างต้น เครื่องยนต์จำพวกนี้ถ้าถูกออกแบบในกลุ่มซิตี้คาร์ เช่น Ecoboost จะมีคอนเซปการออกแบบให้มีจำนวนสูบแค่ 3 ไม่เกิน 4 สูบพร้อมความจุรวมแค่ 1,000-1,500 ซีซีเท่านั้น (เท่าที่ผมเห็นในปัจจุบัน) แต่กลับให้แรงบิดมหาศาลถึง 170-200+ นิวตัน/เมตร แรงม้า 125-170+ แรงม้า และสามารถเรียกเรี่ยวแรงทั้งหมดได้เพียงเหยียบรอบเครื่องตวัดแค่ 1,400-2,000 รอบเท่านั้นรถก็พุ่งแล้ว

เพราะการออกแบบที่ใช้หลักการ Eco แบบเดียวกับ Eco Car แต่ผู้พัฒนาต้องการประสิทธิภาพที่มากกว่านั้นจึงคิดใส่ Turbo หรือบางค่ายอาจใช้ Supercharger ลงไปประกบกับเครื่อง ทำให้เครื่องมีพละกำลังมากอย่างที่เห็น แบบเดียวกับแนวคิดรถสปอร์ตราคาแพงที่ใช้เครื่องแค่ 2 ลิตรแต่มีพละกำลังมากเพราะมาจากการช่วยของ Turbo หรือ Supercharger นั้นเอง

แต่สำหรับกลุ่มซิตี้คาร์นั้นการใช้เครื่องยนต์ลักษณะนี้จะเน้นไปทางหลักการ Eco เป็นหลัก (ประหยัดน้ำมันขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคนมากขึ้น) ในขณะที่ประสิทธิภาพจะไม่ต่างจากรถซิตี้คาร์ที่ใช้เครื่องใหญ่แบบเก่าที่กินน้ำมันสุดๆ 555 หรือดีไม่ดีจะแรงกว่ารถ 1.5-1.8 ลิตรเดิมเสียอีก เพราะส่วนใหญ่รถพวกนี้จะเป็นเทอร์โบแปรผันที่สามารถเรียกกำลังได้ตั้งแต่รอบต่ำ ในขณะที่เครื่องยนต์ธรรมดาจะต้องอาศัยการอัดอากาศที่นานแต่เทอร์โบจะเข้ามาช่วยเรื่องอัดอากาศทำให้รถออกตัวได้เร็วและแรงกว่าเครื่องยนต์ธรรมดาที่ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าแรงจะมาเต็มๆ

ซึ่งตอนนี้ถึงแม้กระแส Downsizing ในลักษณะนี้ สำหรับประเทศไทยจะเพิ่งเริ่มต้น แต่ในอนาคตกระแส Downsizing พ่วงเทอร์โบจะมีมากขึ้น อย่างเช่นค่ายญี่ปุ่น Honda กำลังพัฒนาเครื่อง I-VTEC 1.0-1.5L พ่วง Turbo หรือ Supercharger อันนี้ไม่แน่ใจเพื่อติดตั้งลงให้กับรถรุ่น City และ Civic ตัวที่จะวางจำหน่ายหลังปี 2014

อีกทั้งถ้าในอนาคตการ Downsizing เครื่องยนต์ลักษณะได้มีแนวโน้มไปถึงเครื่องดีเซลที่ปัจจุบันค่ายรถกระบะหลายเจ้าเริ่มหันมาใช้เครื่องเล็กเพียง 2.3-2.5 ลิตรแต่ให้แรงม้ามากถึง 200 แรงม้า (ตามหลักการเดิมต้องเป็นเครื่อง 3.0-3.2 ลิตรถึงจะให้แรงม้าได้เยอะขนาดนั้น) และอนาคตน่าจะได้เห็นกระบะ 1.6-1.9 ลิตรเครื่องดีเซลกลับมาอีกครั้งในรูปแบบเทอร์โบมาแทนที่ความจุกระบอกสูบเดิมที่ 2.5 ลิตร

เพราะฉะนั้นใครที่ติดภาพลักษณ์ของรถที่จำนวนลิตรมากถึงดีและแรง จงเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ครับ เพราะอนาคตคุณอาจได้เห็นรถที่มีเครื่องแค่ 1.5 ลิตรแต่ความแรงเทียบเท่าเครื่อง 2.4 ลิตร NA ได้ในขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองต่ำมาก เพราะเทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่งจริงๆ..

และอีกประเด็นที่น่าสนใจแต่เกิดขึ้นยากในตลาดบ้านเราและเอเซียก็คือรถ Hybrid น้ำมันกับแบตเตอรีที่ถือเป็นอีกหนึ่งทางออกเรื่องมลพิษที่น่าสนใจจับตามองมากครับว่าจะไปทิศทางใด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s